วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สมถะต่างจากวิปัสสนาอย่างไร?


 ผมพบว่าคำอธิบายเรื่องสมถะกับวิปัสสนาของท่านพุทธทาสเป็นคำอธิบายที่สั้นและเข้าใจง่ายจึงขอคัดมาให้อ่านครับ

ในเรื่องการทำกัมมัฎฐานนี้ ขอให้หมายถึงการกระทำทางจิตใจ, ใจความสำคัญมันก็อยู่ตรงที่

เราต้องการให้ความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ปรากฏแจ่มแจ้งอยู่ในใจเสมอ : แต่แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจิตยังไม่อยู่ในอำนาจ ไม่ยอมที่จะพิจารณาหรือไม่ยอมที่จะเห็นในทางที่เราต้องการจะให้เห็น 

เพราะฉะนั้นเราต้องมีการฝึกในขั้นต้นกว่านั้นอีก คือฝึกเพื่อบังคับจิตให้ได้ 



ด้วยเหตุนั้นการทำกัมมัฎฐานจึงแบ่งเป็น ๒ ตอน, 

ตอนแรก ก็คือทำเพื่อบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ ; 
ตอนหลัง ก็ทำเพื่อให้จิตที่อยู่ในอำนาจนี้พิจารณา สิ่งที่เราต้องการให้พิจารณา สิ่งที่เราต้องการให้พิจารณา กล่าวคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง.

การที่จะบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ การฝึกตอนแรกนี้ เรียกว่าฝึกอย่างสมาธิโดยตรงหรือ “สมถะ” 

พอจิตอยู่ในอำนาจแล้ว ให้พิจารณาเพื่อความเห็นแจ้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เป็นตอนที่เรียกว่า “วิปัสสนา” โดยตรง 

ฉะนั้นสมถะกับวิปัสสนาจึงต่างกันอยู่ตรงนี้

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Follow Lord Buddha's Foot Steps to four most important religious sites


One of the most important places in Buddha's history  we visited is the Bodh Gaya Pagoda where you can sit under the shade of the Bhodi tree at which Gautama gained an enlightenment.



The route we took to visit our destination s appears in the following map.
     

We left Bangkok from Suvarnaphume Airport and landed at Kolkatta Airport in the state of West Bengals early in the morning. We then took a tourist bus to Bodh Gaya of Gaya district  in Bihar State.
Staying at a Thai Temple for two nights,we began our Dharma Tour by making first site seeing at Sujata Residence.

      
Our group took a picture at Sujata       Residence  and left for Bodh Gaya Temple



 Our second destination is the site of  Guatama Buddha's parinivarana (death) in Kushinnara.


Then we visited Lumbini, the birthplace of Sidhartha Guatama,which is now in Nepal.


Our final destination of the pilgrimage is Saranath in Varanasri of Uttarapradesh State.This is the site where Lord Buddha first taught the Dharma or  "Ovadhapatimokh" which means universal truth teachings.It was all about not to do bad, to do well and to purify one’s mind.



We visited Bodh Gaya Temple, Kushinara, Lumbini, and Saranath during our ten day Dharma tour.

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

ฝรั่งมองคนไทย:มันเกิดข้อผิดพลาดของระบบการศึกษา?



ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงาน
ของคนไทย...

เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละ
คนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคน
ไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี  

เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับ
การทำงานแบบไทย ๆ 12 เรือง ต่อไปนี้ คือ

1.ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง (Attitude towards changes)

2.การโต้แย้ง (Conflict Management)
3.ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด (Reporting Skill)

4.ความรับผิดชอบ (Responsibility) 

5.วิธีแก้ปัญหา (Problem Solving Skills)

6.บอกแต่ข่าวดี:คนไทยมีวิธีแจ้งข่าวที่แปลกมาก (Ability To Set Priorities)

7.คำว่า "ไม่เป็นไร" เป็นคำพูดที่ติดปาก
คนไทยทุกคน ( Commitment to Specific Goals or Results Oriented) 

8.ทักษะในการ ทำงาน (Working Skills) 

9.ความซื่อสัตย์ (Integrity) 

10.ระบบพวกพ้อง (Nepotism) 

11.การแยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว (Inability to separate personal affairs from official duties)

12.ระบบอาวุโส (Influences of seniority)

ฝรั่งสิบสองท่านมาพบอาการของคนไทยแต่ละข้อแล้ว เขามีคำตอบอย่างไร เขาบรรยายความรู้สึกและอธิบายเหตุผลประกอบอย่างไรบ้าง!!!

ทัศนคติของคนไทยสิบสองเรื่องที่ฝรั่งไม่สามารถเข้าใจนี้ เมื่ออ่านแล้ว ผมมีความประสงค์พิจารณานัยของทัศนคติทุกข้อในบริบทของกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะได้หันกลับมามองตนเองอีกครั้ง และเพื่อเป็นการทำ Self Assessment หรืออาจจะเรียกว่าทำโอปนยิโก เพื่อน้อมเข้ามาดูภายในตัวเราเอง พิจารณาดูว่าเราคนไทยมีจุดอ่อนอะไรบ้างที่จำเป็นต้องเร่งรีบทำการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น

อันที่จริง เรื่องการสร้างทัศนคตินี้ เมื่อเราพิจารณาหลักสูตรการศึกษาของสถาบันระดับสูงของราชการและเอกชนไทย เราจะพบว่าทัศนคติในการทำงานทั้งสิบสองเรื่องนี้ ล้วนปรากฏอยู่ในหลักสูตรการผศึกษาอยรมแล้ว เช่นหลักสูตรโรงเรียนนายอำเภอ (นอ.) และหลักสูตรโรงเรียนปกครองระดับสูง (นปส.)
ก็บรรจุรายวิชาเหล่านี้ไว้ นอกจากนี้ ผมมีความเชื่อมั่นว่าสถาบันระดับสูงของกระทรวงทบวงกรมต่างๆก็ล้วนบรรจุหัวข้อเรื่องเหล่านี้ไว้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรของตนไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน 

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือสถาบันพระปกเกล้าก็ถึงกับมีหลักสูตรการฝึกอบรมระดับสูงเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)!!!

แต่ทำไมเล่า เพราะเหตุใดเล่าครับ? เมื่อคนไทยจบหลักสูตรการศึกษาเหล่านี้แล้ว ออกไปปฏิบัติราชการ ไปทำงานภาคเอกชน รวมถึงการไปทำงานกับฝรั่งแล้ว พวกฝรั่งเขากลับไม่เข้าใจทัศนคติและวิธีการทำงานคนไทย จนถึงกับต้องสะท้อนมุมมองกลับมาว่า เรื่องทัศนคติในการทำงานของคนไทยดังกล่าวยจึงเป็นข้อด้อย เป็นจุดอ่อนที่มีปัญหาที่สุดของคนไทย !!! 



เป็นไปได้หรือไม่ว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะว่าเรากำหนดหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการสร้างทัศนคติ เรื่องขีดความสามารถและเรื่องทักษะทั้งสิบเรื่องนี้ไว้ผิดที่ ผิดระดับการศึกษา 
จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ทั้ง  12 เรื่องนี้ต้องไปอยู่ในหลักสูตรการสร้างครอบครัว หลักสูตรระดับโรงเรียนอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับ ปวส. ปวช. หรือต้องไปอยู่ในหลักสูตรระดับ
ปริญญาตรีกันแน่? 


เพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดและรอบคอบ ผมขอเชิญท่านกรุณาติดตามเนื้อหาเรื่องต่างชาติไม่เข้าใจคนไทย ในลิงค์ต่อไปนี้ครับ


สวัสดีครับ


วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

ท่องเที่ยวที่ชัยปุระ ราชาสถาน Indian Wedding Bharat Entering Jaipur City Palace


วัฒนธรรมและประเพณีการแต่งงาน หรือพิธีมงคลสมรส

ในประเทศไทยพิธีมงคลสมรสที่จัดกันแบบไทยอีสานต้องไปดูในชนบท
 https://www.youtube.com/watch?v=szqYUmsHPdI 

แต่ที่ประเทศอินเดียต้องไปดูในเมืองใหญ่
ชาวอินเดียจัดพิธีแต่งงานตามโรงแรมระดับ 5 ดาว
ตามโรงแรมที่ดัดแปลงมาจากพระราชวัง ครับ
เขาจัดพิธีแต่งงานอลังการขนาดไหน
ต้องตามไปดู


วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อีกห้าวันก็ปีใหม่ 2560 แล้ว ทำตัวให้คึกคักกันหน่อยครับ


มาทบทวนเรื่องความรวยกันดีกว่า

ความรวยที่หมายถึง  7 เรื่อง ต่อไปนี้ครับ

1) จิตใจที่สงบร่มเย็น (Peace of Mind)


2) การมีทัศนคติที่ดี (Positive Mental Attitude)

3) การมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง (Strong and Healthy Body) 


4) ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก (Loving and Healthy Relationship) 

5) เสรีภาพทางการเงิน (Financial Freedom)

 

6) การตั้งเป้าหมายและอุดมการณ์ที่สูงส่ง (Noble Ideology)

7) การมีความเชื่อมั่นในความสำเร็จของตนเอง (Self Esteem)


ลักษณะ 7 อย่างนี้ คือความรวยที่เราสรุปว่าเราสร้างได้ใน ปี 2559 ที่กำลังจะผ่านเราไปแล้วครับ!

 

ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความรับผิดชอบ Responsibility การพึ่งตนเอง Self Help

เรื่องความรับผิดชอบ
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า  ทั้ง ๆ ที่งานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบ ๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
 
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก!!!

มีหลักการที่สำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะต้องจดจำอยู่ 2 ประการ  ถ้าคุณประสงค์จะปฏิบัติตามหลักแห่งความรับผิดชอบ หลักการนั้น คือ 

1. ยิ่งมีภาระยิ่งใหญ่ ความรับผิดชอบของคุณก็ยิ่งมากขึ้น  มนุษย์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลคนหนึ่งได้รับพรห้าประการที่จะนำไปทำการลงทุน เขาถูกบังคับให้รับผิดชอบต่อพรห้าประการนั้น  ถ้าคุณเองรับรู้พรที่พระผู้สร้างประทานให้แก่คุณ อันได้แก่

 1)จินตนาการ 

2)ความคิดริเริ่ม

3)ความคิดสร้างสรรค์ 

4)ขีดความสามารถในการควบคุมความคิดของคุณ  และ 

5)การตัดสินใจเลือก 


เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณจะต้องรู้ว่า ในที่สุดคุณจะต้องรับผิดชอบต่อพรนั้น เช่นเดียวกัน


คำกล่าวนี้ได้คำนึงถึงการเกิดที่แตกต่างกันของแต่ละคนในการพิจารณาด้วย ขณะเดียวกัน  ก็ให้แต่ละคนมีความรับผิดชอบตามที่ประเมินตนเองด้วย  


พึงสังเกตว่า ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่า คำกล่าวเช่นนี้เป็นการปฏิเสธความสำคัญของความรับผิดชอบ  เพราะการกล่าวเช่นนั้นเป็นการขัดขวางการให้ทานที่ยิ่งใหญ่


2.  ในแต่ละวันต้องถามตัวเองว่า วันนี้จะมีความหมายต่อข้าพเจ้าในฐานะคน ๆ หนึ่งได้อย่างไรบ้าง ?  


ในการตัดสินใจว่า สิ่งใด คือ สิ่งที่คุณปรารถนา  คุณจะต้องรู้ว่าประสบการณ์แต่ละครั้งที่คุณได้พบนั้นมีความสอดคล้องอย่างลงตัวกับสิ่งที่คุณกำลังแสวงหาอยู่หรือไม่ เพียงใด


คุณมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน  ซึ่งเวลาทั้งหมดนี้คุณจะต้องรับผิดชอบ  คุณมีอิสระที่จะทำงานอย่างหนักจนสุดความสามารถ ถ้าคุณประสงค์เช่นนั้น  


แต่คุณต้องรับผิดชอบต่อชีวิต ชีวิตมิได้   รับผิดชอบต่อคุณ!!!


ขณะที่คุณอ่านหนังสือเล่มนี้แต่ละหน้า ต้องรักษาสัญญาแห่งความรับผิดชอบต่อไปนี้ไว้กับตัวเองเสมอ ผู้นำชาวอเมริกันที่โดดเด่นแต่ละคนล้วนยึดมั่นในสัญญาแห่งความรับผิดชอบนี้ไว้อย่างเงียบๆเสมอ 


โปรดฉกฉวยเอาประโยชน์ทุกอย่างจากเรื่องราวของ มาร์คัส การ์วี ผู้ซึ่งเตือนสติฝูงชนว่าพวกเขามีภาระใดบ้างท่ามกลางความยากจนและการกดขี่!!!


"คนผิวดำทั้งหลาย (และลูกอีสานทั้งหลาย)... ในอดีตพวกเราเคยยิ่งใหญ่มาแล้ว พวกเรากำลังจะมีความยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จงอย่าหมดสิ้นความกล้าหาญ อย่าสูญสิ้นศรัทธา ต้องเดินหน้าต่อไป..."


สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าก็ขอให้ท่านจงมุ่งมั่นในการก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ด้วยความเป็นอิสระของตนเอง และด้วยการพึ่งตนเองให้มากยิ่งขึ้น

ชะตาชีวิตของคุณอยู่ในกำมือของคุณเอง 


คุณต้องการเป็นคนที่พึ่งตนเองหรือไม่? 


ถ้าต้องการเป็นคนที่พึ่งตนเอง...

จะต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยการ...ลงมือทำ

ถ้าข้าพเจ้าประจักษ์กับสายตาว่าการต่อสู้เพื่อความสำเร็จซึ่งกินเวลานานและซึมซับในทุกอณูของร่างกายนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะเป็นคนที่พึ่งตนเองอย่างแรงกล้า ข้าพเจ้าก็จะรู้ว่าท่านได้ปฏิบัติตามแนวทางแห่งความสำเร็จที่นำเสนอโดย แดนนี  คอกซ์  นักเขียนแนวปลุกใจที่ประกาศความรับผิดชอบของตนเองไว้ ดังนี้


"ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการและควรได้รับ ทีเป็นเช่นนี้ หากจะพิจารณาจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ให้แก่สังคมในวันนี้ก็จะพบว่า ทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าก็ดี เงินออมของข้าพเจ้าก็ดี และความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าก็ดี ล้วนแต่เป็นกระจกสะท้อนภาพอันแท้จริงของข้าพเจ้า  ซึ่งได้แก่ ความมานะพยายามของฃ้าพเจ้าและสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ให้แก่สังคม ข้าพเจ้าให้สิ่งใดแก่ผู้อื่น ข้าพเจ้าก็ได้รับสิ่งนั้น ถ้าข้าพเจ้าไม่มีความสุขกับสิ่งที่ได้รับมันก็ต้องเป็นเพราะว่า ในวันนี้ข้าพเจ้ายังไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนในราคาที่ควรแก่การได้รับความสุขนั้น นั่นเอง..."





วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความสามารถของคนไทย(The Competency of Thai Human Resources)

ต่างชาติมองไทยวันนี้เป็นเรื่องขีดสมรรถนะหรือ Competency ในการปฏิบัติงานของคนไทย
ลองคิดตามเรื่องนี้ดูเพื่อเป็นการทบทวนหัวข้อการพัฒนาทรัพยากรด้านมนุษย์ของคนไทย ครับ


ทัศนคติของคนต่างชาติมองการทำงานของคนไทย....
 
เราคว้าตัวฝรั่งมาทั้งหมด 12 คน ซึ่งแต่ละคนโชกโชนกับการทำงานในแวดวงคนไทยไม่ต่ำกว่า 10 ปี  เมื่อถามว่าพวกเค้ามีความเห็นอย่างไรกับการทำงานแบบไทย ๆ เราก็ได้คำตอบว่า:
 
1. ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิม ๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น 
 
ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
 
-เจฟฟรีย์ บาร์น
 
2. การโต้แย้ง 
 
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม  บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า "ขี้เกรงใจ" แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
 
- ทานากะ โรบิน (จูเนียร์) ฟูจฮาระ
 
3. ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด 
 
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมา ทั้ง ๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม  บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
 
- ไมเคิล วิดฟิล์ค
 
4. ความรับผิดชอบ 
 
1. ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า  ทั้ง ๆ ที่งานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบ ๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ควร
 
2. ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
 
- สเตฟานี จอห์นสัน
 
5. วิธีแก้ไขปัญหา 
 
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า  หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตาม ถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
 
- ดร.มาเรีย โรเซนเบิร์ก
 
6. บอกแต่ข่าวดีคนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
 
1. จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
 
2. จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดี ๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริง  หรือถ้าหากเจ้านายถามว่าจะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
- โจนาธาน ธอมพ์สัน
 
7. คำว่า "ไม่เป็นไร"
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหาก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน  แต่จะใช้คำว่า "ไม่เป็นไร" มาแก้ปัญหาแทน
 
- เจนิส อิกนาโรห์
 
8. ทักษะในการทำงาน 
 
1. ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย 
 
บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2. ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
 
3. พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้วไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม
 
- เดวิด กิลเบิร์ก
 
9. ความซื่อสัตย์ 
พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน
 
- เฮเบิร์ก โอ ลิสส์
 
10. ระบบพวกพ้อง 
 
คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน  พวกเขามักจะแนะนำเพื่อน ๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา  การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก  และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง
 
- มาร์ค โอเนล ฮิวจ์
 
11. แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว 
 
คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว  พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร
 
1. ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
 
2. มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน
 
3. มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที
 
4. ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ
 
5. ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย
 
- วิลเลี่ยม แมคคินสัน
 
12. นับถือระบบอาวุโส 
 
คนไทยให้เกียรติคนที่อายุมากกว่ามากเกินไป จนไม่กล้าทำอะไรที่เรียกว่าเป็นการข้ามหน้าข้ามตา  บางครั้งคนที่อายุน้อยกว่าอาจจะมีความคิดความสามารถมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกเพราะเกรงใจคนที่อายุมาก เป็นการทำลายโอกาสของตัวเอง และโอกาสของบริษัท
 
- เนลสัน ฟอร์ด — with Raweewan Weerapan and Moddang Nak.
 
บางทีความจริงมันเจ็บปวด แต่มันก็เป็นยาขมที่รักษาไข้ได้เป็นอย่างดี
ขอบคุณทุกความจริง ที่จะทำให้พวกเราคนไทยทำงานดีขึ้น